วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตำนานการทำลายล้างพระผู้เป็นนักเผยแผ่

ศาลทหารตัดสินคดีประวัติศาสตร์ของพระพิมลธรรม

"งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา" คำกล่าวนี้ฉันใด คดีความมาราธอนของพระพิมลธรรมก็ฉันนั้น วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2509 เวลา 09.00 น. ศาลทหารได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ ตัดสินคดีความประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย นั่นคือ อดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ถูกโจทย์ฟ้องว่า "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร"   ศาลลำดับเหตุการณ์ คำฟ้องของฝ่ายโจทย์ คำให้การของพยาน หลักฐานอ้างอิง และคำให้การของจำเลย ในทุกประเด็นแล้ว สรุปว่า


( สำนวนจริงตามที่ศาลอ่าน )
คำพิพากษาศาลทหารกรุงเทพ
คดีพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2509
ตามที่ศาลได้ประมวลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องและกล่าวหามาหลายข้อหลายประเด็นนี้ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ เลย พอที่จะชี้ให้เห็นว่า จำเลยได้กระทำ หรือน่าจะกระทำผิด การจับกุมคุมขังจำเลยทั้งนี้ ย่อมเป็นที่เศร้าหมองและน่าสลดใจในวงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนมาก ท่านประธานศาลฎีกาก็ดี พระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยก็ดี ซึ่งเป็นพยาน ต่างก็กล่าวเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยนี้เป็นผู้ประกอบแต่กุศลกรรม กระทำกิจพระศาสนาแผ่ไพศาลไปทั้งในและนอกประเทศ ทั้งในทางปริยัติศาสนาและปฏิบัติศาสนา มีผลประจักษ์ชัดเป็นหลักฐานมาก ไม่เชื่อว่าได้กระทำผิด แต่กลับมาต้องถูกออกจากเจ้าอาวาส ถูกออกจากสมณศักดิ์ ถูกจับกุม ถูกบังคับให้สละเพศพรหมจรรย์ นับว่ารุนแรงที่สุด สำหรับพระเถระผู้ใหญ่ที่ปวงชนเคารพนับถือ พระธรรมโกศาจารย์ถึงกับกล่าวว่า คิดได้อย่างเดียวว่า เกิดขึ้นเพราะความอิจฉาริษยาในวงการสงฆ์ หรือมิฉะนั้นก็เป็นกรรมเก่าของจำเลยเท่านั้นเอง
พันโทประเสริฐ สุดบรรทัด ผู้ฝักใฝ่ในธรรมผู้หนึ่งกล่าวว่า ตามที่จำเลยต้องคดีนี้ ได้สืบสวนด้วยตัวเอง ทราบเบื้องหลังโดยตลอด แต่จะเบิกความก็เกรงจะกระทบกระเทือนแก่วงการพระภิกษุสงฆ์และพระศาสนา ขอสรุปว่า มูลกรณีทั้งหลายตามที่ทราบความจริงมา จำเลยถูกกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรมจริงๆ ไม่ได้กระทำผิดตาม                    กล่าวหา
ดังนั้น ศาลจึงขอให้จำเลยระลึกว่า เป็นคราวเคราะห์หรือกรรมเก่าของจำเลยเอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการสร้างบาปกรรมของคนมีกิเลส ไม่ใช่ความผิดของผู้ใด แต่เป็นความผิดของสังสารวัฎเอง
              ศาลนี้รู้สึกสลดใจและเห็นใจจำเลย แต่เชื่อว่าจำเลยซึ่งอบรมอยู่ในพระศาสนามานาน คงจะทราบซึ้งดีในอุเบกขาญาณที่ว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ก็จะเป็นกรรมทายาทรับผลของกรรมนั้น และคงจะตั้งอยู่ในคุณธรรมอันเป็นลักษณะของบัณฑิตในพระพุทธศาสนาสืบไป
อาศัยเหตุผลและดุลยพินิจที่ได้วินิจฉัยมา จึงพร้อมกันพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป
ลงชื่อ พ.อ.ปาน จันทรานุต ประธานตุลาการ
ลงชื่อ พ.อ.มณีรัตน์ จารุจินดา ตุลาการพระธรรมนูญ
ลงชื่อ น.ท.โปร่ง ชื่นใจ ร.น.ตุลาการ
พันเอกมณีรัตน์ จารุจินดา เรียง
พันจ่าอากาศเอกขจาย ขจรเนติยุทธ์ พิมพ์-ทาน
30 สิงหาคม 2509
สำเนาถูกต้อง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น