ศาลทหารตัดสินคดีประวัติศาสตร์ของพระพิมลธรรม
"งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา" คำกล่าวนี้ฉันใด คดีความมาราธอนของพระพิมลธรรมก็ฉันนั้น วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2509 เวลา 09.00 น. ศาลทหารได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ ตัดสินคดีความประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย นั่นคือ อดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ถูกโจทย์ฟ้องว่า "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร" ศาลลำดับเหตุการณ์ คำฟ้องของฝ่ายโจทย์ คำให้การของพยาน หลักฐานอ้างอิง และคำให้การของจำเลย ในทุกประเด็นแล้ว สรุปว่า
( สำนวนจริงตามที่ศาลอ่าน )
คำพิพากษาศาลทหารกรุงเทพ
คดีพระพิมลธรรม
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
วันที่ 30 สิงหาคม
พ.ศ.2509
ตามที่ศาลได้ประมวลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องและกล่าวหามาหลายข้อหลายประเด็นนี้
มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ เลย พอที่จะชี้ให้เห็นว่า
จำเลยได้กระทำ หรือน่าจะกระทำผิด การจับกุมคุมขังจำเลยทั้งนี้
ย่อมเป็นที่เศร้าหมองและน่าสลดใจในวงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนมาก
ท่านประธานศาลฎีกาก็ดี พระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยก็ดี ซึ่งเป็นพยาน
ต่างก็กล่าวเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยนี้เป็นผู้ประกอบแต่กุศลกรรม
กระทำกิจพระศาสนาแผ่ไพศาลไปทั้งในและนอกประเทศ
ทั้งในทางปริยัติศาสนาและปฏิบัติศาสนา มีผลประจักษ์ชัดเป็นหลักฐานมาก
ไม่เชื่อว่าได้กระทำผิด แต่กลับมาต้องถูกออกจากเจ้าอาวาส ถูกออกจากสมณศักดิ์
ถูกจับกุม ถูกบังคับให้สละเพศพรหมจรรย์ นับว่ารุนแรงที่สุด
สำหรับพระเถระผู้ใหญ่ที่ปวงชนเคารพนับถือ พระธรรมโกศาจารย์ถึงกับกล่าวว่า
คิดได้อย่างเดียวว่า เกิดขึ้นเพราะความอิจฉาริษยาในวงการสงฆ์
หรือมิฉะนั้นก็เป็นกรรมเก่าของจำเลยเท่านั้นเอง
พันโทประเสริฐ สุดบรรทัด
ผู้ฝักใฝ่ในธรรมผู้หนึ่งกล่าวว่า ตามที่จำเลยต้องคดีนี้ ได้สืบสวนด้วยตัวเอง
ทราบเบื้องหลังโดยตลอด แต่จะเบิกความก็เกรงจะกระทบกระเทือนแก่วงการพระภิกษุสงฆ์และพระศาสนา ขอสรุปว่า มูลกรณีทั้งหลายตามที่ทราบความจริงมา
จำเลยถูกกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรมจริงๆ ไม่ได้กระทำผิดตาม
กล่าวหา
ดังนั้น ศาลจึงขอให้จำเลยระลึกว่า
เป็นคราวเคราะห์หรือกรรมเก่าของจำเลยเอง
หรือมิฉะนั้นก็เป็นการสร้างบาปกรรมของคนมีกิเลส ไม่ใช่ความผิดของผู้ใด
แต่เป็นความผิดของสังสารวัฎเอง
ศาลนี้รู้สึกสลดใจและเห็นใจจำเลย
แต่เชื่อว่าจำเลยซึ่งอบรมอยู่ในพระศาสนามานาน คงจะทราบซึ้งดีในอุเบกขาญาณที่ว่า
สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ก็จะเป็นกรรมทายาทรับผลของกรรมนั้น และคงจะตั้งอยู่ในคุณธรรมอันเป็นลักษณะของบัณฑิตในพระพุทธศาสนาสืบไป
อาศัยเหตุผลและดุลยพินิจที่ได้วินิจฉัยมา
จึงพร้อมกันพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป
ลงชื่อ พ.อ.ปาน จันทรานุต ประธานตุลาการ
ลงชื่อ พ.อ.มณีรัตน์ จารุจินดา ตุลาการพระธรรมนูญ
ลงชื่อ น.ท.โปร่ง ชื่นใจ ร.น.ตุลาการ
พันเอกมณีรัตน์ จารุจินดา เรียง
พันจ่าอากาศเอกขจาย ขจรเนติยุทธ์ พิมพ์-ทาน
30 สิงหาคม 2509


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น