วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตำนานการสถาปนาพระสังฆราช(เจ้าคุณเบอร์ลิน) 17.03.0216

ย้อนรอยบันทึก คำพูด ประวัติศาสตร์ คำพูด ดร. วิษณุ : จารึกวงการสงฆ์ไทย กรณีตั้งสังฆราชองค์ที่ ๒๐ แห่งรัตนโกสินทร์.


วันนี้ เอาสบาย ๆ หน่อยนะครับ มาเตือนมาย้ำความจำกัน.
ครับ ผมกำลังจะนำไปย้อนรอย และขอให้มาร่วมบันทึกประวัติศาสตร์กันสักเรื่อง คือ ...เรื่อง การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งถือว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช ร่วมยุคร่วมสมัยของช่วงชีวิตของพวกเราทุกคน ที่กำลังจะสถาปนาในเร็ว ๆ นี้  ซึ่งใครจะร่วมมหากุศล ร่วมสถาปนา เพื่อร่วมสืบอายุพระศาสนา ก็เลือกทางเดินกันเอาเอง หรือใครจะดอง จะดึงจะก่อกรรมวินาศสันตะโรอย่างไง ก็เลือกทางเดินกันเอาเองเช่นกัน   ซึ่งก็คงต้องปล่อยให้ตัวละครบาป เล่นกันไป ตามบท ตามเกมส์ และตามกรรม ของใครของมัน.


ส่วนหลวงพ่อสมเด็จช่วง ของ ผม ถึงเมื่อวาน ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๙  ท่านก็ได้ขึ้นไปพบ ดีเอสไอ ที่นัดมาพบ ที่วัดปากน้ำ กทม. ใช้เวลาราว ๑๐ นาที พร้อมกับพูดขึ้นว่า..
"ยินดี ตอบ ทุกข้อสงสัย"


พูดเสร็จ ท่านก็ลงจากศาลา ไปทำกิจของท่านต่อไป  วันนี้ ผมก็ยังเห็นท่าน ก็ยังคงนั่งเล่น กับหมา (สุนัข) ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ท่านเป็นปกติ   ซึ่งก็เป็นประจำที่ เมื่อท่านมีเวลาว่างเช่นทุก ๆ วัน  เอาไม้เท้าเคาะหัวมันเล่นบ้าง แหย่มันบ้าง หมามันก็ไม่ลุกหนีไปไหน  ตามประสาพระผู้เฒ่าเมตตาสูง ของลูกหลานทั่วไทย  เป็นอย่างนี้ มาตั้งนานแล้ว ถึงทุกวันนี้ ผมก็ไม่เห็นว่า ท่านจะมีทุกข์ หรือมีความเดือดร้อนอะไรสักอย่าง เกี่ยวกับทางโลก โดยเฉพาะตำแหน่ง สังฆราช ที่คนพาลชอบกล่าวหาว่า " ท่านอยากขึ้นเป็น". 

คนที่ก้าวล่วงท่านว่า "ท่านอยากเป็นนั่น เป็นนี่ จงสังวรไว้ดีๆ"  ผมจะบอกให้รู้ว่า ท่านไม่ได้สนใจ บรรดาคนพาล ที่วางแผนออกมาคัดค้านท่าน  พากันให้ข่าวให้ร้ายท่าน พร้อมพากันด่าทอทุกวันใด ๆ เลยทั้งสิ้น มีแต่จะแผ่เมตตาให้ทุกคนด้วยซ้ำ ไม่เคยแม้แต่จะคิดไปเอาโทษใด ๆ กับใคร นั่นแสดงถึงจิตใจที่สูงด้วยคุณธรรมภายในของท่าน ที่แสดงออกมาภายนอกให้ได้เห็นกัน  นี่คือ สภาพความเป็นจริง ของ หลวงพ่อสมเด็จช่วง ในทุกวันนี้  ผมจึงอยากเขียนมาเล่าให้ลูกศิษย์ที่เคารพนับถือในองค์หลวงพ่อได้ทราบไว้. เพื่อจะได้คลายความเป็นห่วงหลวงพ่อลงไปบ้าง.  ไม่เชื่อใครผม ไปดูเองได้เลยที่วัดทุกวันช่วงเย็น ๆ หลวงพ่อเป็นสุข ทุกขณะจิตแบบนี้ ไม่อยากเทียบเลยครับว่า  "อีกฝ่ายจะเป็นไง"

เข้าเรื่องเลย
ปกติแล้ว คนเราเมื่ออายุย่างเข้าสู้เลข ๕ ไปแล้ว ความจำมักสู้เด็ก ๆ เขาไม่ได้  นอกจากผู้ปฏิบัติภาวนาเท่านั้น ที่ความจำยังใสปิ๊งอยู่ตลอด   แต่พวกภาวนาเขา ก็มักไม่ค่อยอยากพูดอะไรกับใครง่าย ๆ.

แต่ถ้าคนวัยนี้ ได้จดจำอะไรสักอย่างแล้ว โดยเฉพาะรายชื่อคน  จะจำไม่ลืมเลย จำจนตายว่างั้นเถอะ ผมก็คือ หนึ่ง ในคนวัยนี้ ที่หากได้จำอะไรแล้ว "จำแม่นเชียว"


ตรงนี้ ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ชื่อ พล. อ. ประยุทธ และชื่อ ดร. วิษณุ นี่ หลวงพ่อสมเด็จช่วง ของผม ท่านก็คงจะจำได้อย่างดี และได้อย่างแม่นยำแหละครับ  ซึ่งก็เป็นเรื่องของท่านทั้ง ๒ แล้ว ว่า จะให้หลวงพ่อของผม ท่านจำ"ไปในทางบวก หรือทางลบ"  ซึ่งก็ย่อมไม่เกี่ยวกับตัวหลวงพ่อ.

พอวันนี้ (๑๗ มีนาคม) ผมก็มาได้ยิน พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว. ยุติธรรม คนอู่ทอง สุพรรณ ในรัฐบาลบิ๊กตู่  ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ คมชัดลึก เชิงหมิ่น ๆ หลวงพ่อสมเด็จช่วง ว่า.......... "ดีเอสไอ เขาไปสอบปากคำแบบให้เกียรติ  แล้วยังไม่ให้ปากคำ ก็ จบ" "ภายหลัง ก็อย่ามากล่าวหาว่า ไม่ให้ความเป็นธรรม" "หรือ ดึงคดีจนกระทบการแต่งตั้งสังฆราช"



เป็นไงครับ ได้ฟังกันเต็มสองหูจากการพูด ของ พล.อ. ไพบูลย์ ที่วันนี้ บุญวาสนาส่งเป็น รมว. ยุติธรรม. ซึ่งเป็นคนสุพรรณบุรี บ้านเดียวกับ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำคนนี้แล้ว "รู้สึกเป็นไง" ครับ ส่วนผมนั้น คิดว่า น่าจะส่งวาทะกรรมครั้งนี้ ไปชิงรางวัลระดับโลก เลยจริง ๆ ผับผ่าซิ.


พูดเหมือนไม่ใช่เอาปากพูดเลยนะท่าน รมว  หมดคำพูดเลยผม เหมือนไม่นับถือพุทธเลย พูดออกมาได้. 
ฟังแล้วอยากประกาศให้ศิษย์วัดปากน้ำทั้งประเทศ หรือทั่วโลก ได้ช่วยกันจดจำชื่อ พล.อ. คนอู่ทองนี้กันไว้จริง ๆ ผมนี่ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยจริง ๆ ให้ตายซิ แหม...ได้ยินแบบนี้แล้ว ถึงตรงนี้ ผมไม่อยากจะโยงไปถึง ดีเอสไอ ที่อยู่ภายใต้ กระทรวงยุติธรรมหรอกครับว่า มันเกี่ยวกับการ "ขยันเกินเหตุ" ในการทำคดี รถหรูนี้ หรือเปล่าไม่ทราบนี่.



ก็ดูต่อไปครับ. เพราะน้ำนั้น มันมีขึ้นมาลง วาสนาคนก็เช่นกัน โลกธรรม ๘ มันยุติธรรมเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว   โลกเอง ก็มีมืดมีสว่าง กรรม มีดีมีชั่ว พิสูจน์กันได้ชาตินี้แหละ ถ้ามันหนักมากเกินบุญเก่าที่มีอยู่.


ตัวเองผมอยากจะลืม คำพูดนี้. แต่คิดว่า หลายคน เมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้ว อยากจำกันไปจนตายเลยครับ. 
ก็ตามสบายแต่ละคนแล้วกัน เดียวจะหาว่าชี้นำ.

อันนี้ขอชี้นำว่า จดจำกันไว้ดี ๆวันนี้ ผมจะนำทุกท่าน ไปร่วมบันทึก คำพูดที่เป็นประวัติศาสตร์ นั่นคือ  คำพูด ของ ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรี ในยุคสมัย ที่ นายกรัฐมนตรี ที่มาจาก รัฐประหารที่ ชื่อ พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา ไปฟังกันชัด ๆ อีกครั้งครับ.

ท่าน ดร. วิษณุ เครืองาม ได้เคยพูดเกี่ยวกับ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ไว้อย่างชัดเจน  ขอให้ทุกท่าน ไปพิมพ์ แล้วใส่กรอบติดไว้ที่ฝาบ้านกันไว้เลยนะครับ. ต้องถือว่าเป็น การร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวของวงการศาสนาไทยเราเลยที่เดียว คืออยากจะให้ชาวพุทธทั่วประเทศ หรือทั่วโลก ได้ช่วยกันจดจำว่า  "หากผิดจากนี้ ผู้รับผิดชอบ ทุกภาคส่วน จะต้องออกมารับผิดชอบ และอธิบายสังคมได้"



ซึ่งผมจะขอนำมาพิมพ์ชัด ๆ ขึ้นอีกครั้ง บันทึกไว้ตรงนี้ทั้งหมด โดยไม่ตัดแต่งใด ๆ ทั้งสิ้นและขอแนบข่าว นสพ. ไทยรัฐ ออนไลท์ ฉบับวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๙ มาประกอบด้วย.
ดังนี้ครับ..
ดร. วิษณุ เครืองาม กล่าวไว้ในไทยรัฐออนไลท์ ฉบับที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๙ ว่า............" เรื่องนี้ พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ตามที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าถวาย โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ซึ่งจะต้องเสนอเห็นชอบ สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ก็ชัดเจนอยู่แล้วเป็นสมเด็จ ช่วง วัดปากน้ำ ฯ  แล้วจะมาพูดเป็นอย่างอื่นให้มันยุ่งทำไมวันนี้บอกว่า สมเด็จวัดปากน้ำ ท่านอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ถ้าไม่ตั้งสมเด็จวัดปากน้ำ แล้วจะไปตั้งใคร ให้ชอบด้วยกฏหมาย "แล้วระบุต่อไปอย่างชัดเจนอีกว่า...."หลายครั้งที่ตั้งสมเด็จพระสังฆราช ในอดีตมีปัญหาเกือบทุกครั้ ง  เมื่อมีปัญหา ถ้าตั้งได้ก็จบชอบไม่ชอบ นับถือไม่นับถือ ก็อยู่ในใจครั้งนี้ไม่ได้มีการแย่งชิงที่มีปัญหา คือ ลูกศิษย์ที่อยากให้อาจารย์ตัวเองได้เป็นจึงควรปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ
อย่าให้มันผิดธรรมชาติ" ทั้งหมดที่ขั้นไว้นี้ ล้วนเป็นคำพูดของ ดร. วิษณุ ล้วน ๆ.


ให้ลูกหลานมันไปทำตัวหนังสือขยายให้ใหญ่ ๆ แล้วใส่กรอบติดไว้ที่ฝาทุกบ้านไว้นะครับ เพราะนี่มันเป็นคำพูดประวัติศาสตร์ ของ วงการพระพุทธศาสนาไทยเรา เกี่ยวกับการ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ ของ กรุงรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ.๒๕๕๙  ยุคที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ เพื่อได้ร่วมรับรู้ รับเห็น กับคนทำชั่ว   และได้ร่วมอนุโมทนากับคนทำดี ไปพร้อม ๆ กัน.

สุดท้าย
นี่ไงครับ คำพูดที่ถือว่าเป็น ประวัติศาสตร์แบบนี้แหละ. ที่คนแก่ ๆ อย่างเรา ๆ ที่อายุเกิน เลข ๕ ที่ "เมื่อได้จำแล้ว ก็จะจำจนตาย"  ดังนั้น เรื่อง สถาปนาสังฆราชองค์ที่ ๒๐ นี้.หากมีเหตุการณ์ ที่มาทำให้กลับตาลปัด  ผิดจากขาวเป็นดำ ที่ ดร. วิษณุ ได้ว่าไว้ในข้างต้นนี้  อย่าว่าแต่คนเลยครับ. ผมว่าแม้แต่ผีวิญญาณทุกตัวตน ในแผ่นดินพุทธศาสนาไทยเรานี้. พวกเขาก็คงไม่ยอมหรอก และจะจำจนวันตายเลยทีเดียว.

โชคดีมีชัยทุกท่านครับ

เจ้าคุณเบอร์ลิน
17.03.0216

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น