วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตำนานการสถาปนาพระสังฆราช(เจ้าคุณเบอร์ลิน) 17.03.0216

ย้อนรอยบันทึก คำพูด ประวัติศาสตร์ คำพูด ดร. วิษณุ : จารึกวงการสงฆ์ไทย กรณีตั้งสังฆราชองค์ที่ ๒๐ แห่งรัตนโกสินทร์.


วันนี้ เอาสบาย ๆ หน่อยนะครับ มาเตือนมาย้ำความจำกัน.
ครับ ผมกำลังจะนำไปย้อนรอย และขอให้มาร่วมบันทึกประวัติศาสตร์กันสักเรื่อง คือ ...เรื่อง การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งถือว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช ร่วมยุคร่วมสมัยของช่วงชีวิตของพวกเราทุกคน ที่กำลังจะสถาปนาในเร็ว ๆ นี้  ซึ่งใครจะร่วมมหากุศล ร่วมสถาปนา เพื่อร่วมสืบอายุพระศาสนา ก็เลือกทางเดินกันเอาเอง หรือใครจะดอง จะดึงจะก่อกรรมวินาศสันตะโรอย่างไง ก็เลือกทางเดินกันเอาเองเช่นกัน   ซึ่งก็คงต้องปล่อยให้ตัวละครบาป เล่นกันไป ตามบท ตามเกมส์ และตามกรรม ของใครของมัน.


ส่วนหลวงพ่อสมเด็จช่วง ของ ผม ถึงเมื่อวาน ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๙  ท่านก็ได้ขึ้นไปพบ ดีเอสไอ ที่นัดมาพบ ที่วัดปากน้ำ กทม. ใช้เวลาราว ๑๐ นาที พร้อมกับพูดขึ้นว่า..
"ยินดี ตอบ ทุกข้อสงสัย"


พูดเสร็จ ท่านก็ลงจากศาลา ไปทำกิจของท่านต่อไป  วันนี้ ผมก็ยังเห็นท่าน ก็ยังคงนั่งเล่น กับหมา (สุนัข) ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ท่านเป็นปกติ   ซึ่งก็เป็นประจำที่ เมื่อท่านมีเวลาว่างเช่นทุก ๆ วัน  เอาไม้เท้าเคาะหัวมันเล่นบ้าง แหย่มันบ้าง หมามันก็ไม่ลุกหนีไปไหน  ตามประสาพระผู้เฒ่าเมตตาสูง ของลูกหลานทั่วไทย  เป็นอย่างนี้ มาตั้งนานแล้ว ถึงทุกวันนี้ ผมก็ไม่เห็นว่า ท่านจะมีทุกข์ หรือมีความเดือดร้อนอะไรสักอย่าง เกี่ยวกับทางโลก โดยเฉพาะตำแหน่ง สังฆราช ที่คนพาลชอบกล่าวหาว่า " ท่านอยากขึ้นเป็น". 

คนที่ก้าวล่วงท่านว่า "ท่านอยากเป็นนั่น เป็นนี่ จงสังวรไว้ดีๆ"  ผมจะบอกให้รู้ว่า ท่านไม่ได้สนใจ บรรดาคนพาล ที่วางแผนออกมาคัดค้านท่าน  พากันให้ข่าวให้ร้ายท่าน พร้อมพากันด่าทอทุกวันใด ๆ เลยทั้งสิ้น มีแต่จะแผ่เมตตาให้ทุกคนด้วยซ้ำ ไม่เคยแม้แต่จะคิดไปเอาโทษใด ๆ กับใคร นั่นแสดงถึงจิตใจที่สูงด้วยคุณธรรมภายในของท่าน ที่แสดงออกมาภายนอกให้ได้เห็นกัน  นี่คือ สภาพความเป็นจริง ของ หลวงพ่อสมเด็จช่วง ในทุกวันนี้  ผมจึงอยากเขียนมาเล่าให้ลูกศิษย์ที่เคารพนับถือในองค์หลวงพ่อได้ทราบไว้. เพื่อจะได้คลายความเป็นห่วงหลวงพ่อลงไปบ้าง.  ไม่เชื่อใครผม ไปดูเองได้เลยที่วัดทุกวันช่วงเย็น ๆ หลวงพ่อเป็นสุข ทุกขณะจิตแบบนี้ ไม่อยากเทียบเลยครับว่า  "อีกฝ่ายจะเป็นไง"

เข้าเรื่องเลย
ปกติแล้ว คนเราเมื่ออายุย่างเข้าสู้เลข ๕ ไปแล้ว ความจำมักสู้เด็ก ๆ เขาไม่ได้  นอกจากผู้ปฏิบัติภาวนาเท่านั้น ที่ความจำยังใสปิ๊งอยู่ตลอด   แต่พวกภาวนาเขา ก็มักไม่ค่อยอยากพูดอะไรกับใครง่าย ๆ.

แต่ถ้าคนวัยนี้ ได้จดจำอะไรสักอย่างแล้ว โดยเฉพาะรายชื่อคน  จะจำไม่ลืมเลย จำจนตายว่างั้นเถอะ ผมก็คือ หนึ่ง ในคนวัยนี้ ที่หากได้จำอะไรแล้ว "จำแม่นเชียว"


ตรงนี้ ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ชื่อ พล. อ. ประยุทธ และชื่อ ดร. วิษณุ นี่ หลวงพ่อสมเด็จช่วง ของผม ท่านก็คงจะจำได้อย่างดี และได้อย่างแม่นยำแหละครับ  ซึ่งก็เป็นเรื่องของท่านทั้ง ๒ แล้ว ว่า จะให้หลวงพ่อของผม ท่านจำ"ไปในทางบวก หรือทางลบ"  ซึ่งก็ย่อมไม่เกี่ยวกับตัวหลวงพ่อ.

พอวันนี้ (๑๗ มีนาคม) ผมก็มาได้ยิน พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว. ยุติธรรม คนอู่ทอง สุพรรณ ในรัฐบาลบิ๊กตู่  ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ คมชัดลึก เชิงหมิ่น ๆ หลวงพ่อสมเด็จช่วง ว่า.......... "ดีเอสไอ เขาไปสอบปากคำแบบให้เกียรติ  แล้วยังไม่ให้ปากคำ ก็ จบ" "ภายหลัง ก็อย่ามากล่าวหาว่า ไม่ให้ความเป็นธรรม" "หรือ ดึงคดีจนกระทบการแต่งตั้งสังฆราช"



เป็นไงครับ ได้ฟังกันเต็มสองหูจากการพูด ของ พล.อ. ไพบูลย์ ที่วันนี้ บุญวาสนาส่งเป็น รมว. ยุติธรรม. ซึ่งเป็นคนสุพรรณบุรี บ้านเดียวกับ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำคนนี้แล้ว "รู้สึกเป็นไง" ครับ ส่วนผมนั้น คิดว่า น่าจะส่งวาทะกรรมครั้งนี้ ไปชิงรางวัลระดับโลก เลยจริง ๆ ผับผ่าซิ.


พูดเหมือนไม่ใช่เอาปากพูดเลยนะท่าน รมว  หมดคำพูดเลยผม เหมือนไม่นับถือพุทธเลย พูดออกมาได้. 
ฟังแล้วอยากประกาศให้ศิษย์วัดปากน้ำทั้งประเทศ หรือทั่วโลก ได้ช่วยกันจดจำชื่อ พล.อ. คนอู่ทองนี้กันไว้จริง ๆ ผมนี่ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยจริง ๆ ให้ตายซิ แหม...ได้ยินแบบนี้แล้ว ถึงตรงนี้ ผมไม่อยากจะโยงไปถึง ดีเอสไอ ที่อยู่ภายใต้ กระทรวงยุติธรรมหรอกครับว่า มันเกี่ยวกับการ "ขยันเกินเหตุ" ในการทำคดี รถหรูนี้ หรือเปล่าไม่ทราบนี่.



ก็ดูต่อไปครับ. เพราะน้ำนั้น มันมีขึ้นมาลง วาสนาคนก็เช่นกัน โลกธรรม ๘ มันยุติธรรมเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว   โลกเอง ก็มีมืดมีสว่าง กรรม มีดีมีชั่ว พิสูจน์กันได้ชาตินี้แหละ ถ้ามันหนักมากเกินบุญเก่าที่มีอยู่.


ตัวเองผมอยากจะลืม คำพูดนี้. แต่คิดว่า หลายคน เมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้ว อยากจำกันไปจนตายเลยครับ. 
ก็ตามสบายแต่ละคนแล้วกัน เดียวจะหาว่าชี้นำ.

อันนี้ขอชี้นำว่า จดจำกันไว้ดี ๆวันนี้ ผมจะนำทุกท่าน ไปร่วมบันทึก คำพูดที่เป็นประวัติศาสตร์ นั่นคือ  คำพูด ของ ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรี ในยุคสมัย ที่ นายกรัฐมนตรี ที่มาจาก รัฐประหารที่ ชื่อ พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา ไปฟังกันชัด ๆ อีกครั้งครับ.

ท่าน ดร. วิษณุ เครืองาม ได้เคยพูดเกี่ยวกับ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ไว้อย่างชัดเจน  ขอให้ทุกท่าน ไปพิมพ์ แล้วใส่กรอบติดไว้ที่ฝาบ้านกันไว้เลยนะครับ. ต้องถือว่าเป็น การร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวของวงการศาสนาไทยเราเลยที่เดียว คืออยากจะให้ชาวพุทธทั่วประเทศ หรือทั่วโลก ได้ช่วยกันจดจำว่า  "หากผิดจากนี้ ผู้รับผิดชอบ ทุกภาคส่วน จะต้องออกมารับผิดชอบ และอธิบายสังคมได้"



ซึ่งผมจะขอนำมาพิมพ์ชัด ๆ ขึ้นอีกครั้ง บันทึกไว้ตรงนี้ทั้งหมด โดยไม่ตัดแต่งใด ๆ ทั้งสิ้นและขอแนบข่าว นสพ. ไทยรัฐ ออนไลท์ ฉบับวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๙ มาประกอบด้วย.
ดังนี้ครับ..
ดร. วิษณุ เครืองาม กล่าวไว้ในไทยรัฐออนไลท์ ฉบับที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๙ ว่า............" เรื่องนี้ พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ตามที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าถวาย โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ซึ่งจะต้องเสนอเห็นชอบ สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ก็ชัดเจนอยู่แล้วเป็นสมเด็จ ช่วง วัดปากน้ำ ฯ  แล้วจะมาพูดเป็นอย่างอื่นให้มันยุ่งทำไมวันนี้บอกว่า สมเด็จวัดปากน้ำ ท่านอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ถ้าไม่ตั้งสมเด็จวัดปากน้ำ แล้วจะไปตั้งใคร ให้ชอบด้วยกฏหมาย "แล้วระบุต่อไปอย่างชัดเจนอีกว่า...."หลายครั้งที่ตั้งสมเด็จพระสังฆราช ในอดีตมีปัญหาเกือบทุกครั้ ง  เมื่อมีปัญหา ถ้าตั้งได้ก็จบชอบไม่ชอบ นับถือไม่นับถือ ก็อยู่ในใจครั้งนี้ไม่ได้มีการแย่งชิงที่มีปัญหา คือ ลูกศิษย์ที่อยากให้อาจารย์ตัวเองได้เป็นจึงควรปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ
อย่าให้มันผิดธรรมชาติ" ทั้งหมดที่ขั้นไว้นี้ ล้วนเป็นคำพูดของ ดร. วิษณุ ล้วน ๆ.


ให้ลูกหลานมันไปทำตัวหนังสือขยายให้ใหญ่ ๆ แล้วใส่กรอบติดไว้ที่ฝาทุกบ้านไว้นะครับ เพราะนี่มันเป็นคำพูดประวัติศาสตร์ ของ วงการพระพุทธศาสนาไทยเรา เกี่ยวกับการ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ ของ กรุงรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ.๒๕๕๙  ยุคที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ เพื่อได้ร่วมรับรู้ รับเห็น กับคนทำชั่ว   และได้ร่วมอนุโมทนากับคนทำดี ไปพร้อม ๆ กัน.

สุดท้าย
นี่ไงครับ คำพูดที่ถือว่าเป็น ประวัติศาสตร์แบบนี้แหละ. ที่คนแก่ ๆ อย่างเรา ๆ ที่อายุเกิน เลข ๕ ที่ "เมื่อได้จำแล้ว ก็จะจำจนตาย"  ดังนั้น เรื่อง สถาปนาสังฆราชองค์ที่ ๒๐ นี้.หากมีเหตุการณ์ ที่มาทำให้กลับตาลปัด  ผิดจากขาวเป็นดำ ที่ ดร. วิษณุ ได้ว่าไว้ในข้างต้นนี้  อย่าว่าแต่คนเลยครับ. ผมว่าแม้แต่ผีวิญญาณทุกตัวตน ในแผ่นดินพุทธศาสนาไทยเรานี้. พวกเขาก็คงไม่ยอมหรอก และจะจำจนวันตายเลยทีเดียว.

โชคดีมีชัยทุกท่านครับ

เจ้าคุณเบอร์ลิน
17.03.0216

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

"ศึก/สึก"สมเด็จ
พระพิมลธรรม


      ความบางตอนของหนังสือศึกสมเด็จ เป็นเหตุการณ์ครั้งที่ยุคของเผด็จการครองเมือง ในสมัยนั้นมีข้อกล่าวหนึ่งที่ทุกคนโดนเข้าไปแล้วจะหาทางแก้นั้นยากนักนั้นคือการ "ก่อความไม่สงบมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" และคดีความของการไม่เข้าใจกันในทางคณะสงฆ์บางเรื่องจนเป็นเหตุบานปลายในที่สุด
  
  "กระผมก็จะขอความกรุณาอีกคือไม่ยอมสึกตามข้อบังคับอันมิชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายนั้น จะยอมเอาชีวิตบูชาพระรัตนตรัยไปจนถึงที่สุด และกระผมจะยังปฏิญญาณเป็นพระภิกษุในพระศาสนาอยู่ตลอดไป ถึงแม้จะมีผู้ใจโหดร้ายทารุณแย่งชิงผ้ากาสาวพัสตร์ของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย จึงขอให้ท่านเจ้าคุณผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้โปรดทราบและเป็นสักขีพยานให้แก่กระผม ตามคำปฏิญาณนี้ด้วย” เป็นคำปฏิญานตนของพระพิมลธรรม ที่่ท่านกล่าวไว้ก่อนที่จะโดนจับถอดผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากกายท่าน

      จนกระทั่งในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๙ เวลา ๙.๐๐ ศาลทหารกรุงเทพได้นัดให้โจทก์และจำเลยมาฟังคำพิพากษาตัดสินคดีประวัติศาสตร์ดังกล่าว อนึ่งคำวินิจฉัยพิพากษาคดีนี้ยืดยาวเป็นเอกสารหนาถึง ๖๘ หน้า จึงขอคัดเฉพาะข้อความบางตอน อันเป็นการสรุปผลการตัดสินของศาลไว้ดังนี้

    "ตามที่ศาลได้ประมวลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้อง และกล่าวหามาหลายข้อหา หลายประเด็นนี้ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆเลย พอที่จะชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำหรือน่าจะกระทำผิด แต่กลับมาต้องถูกออกจากเจ้าอาวาส ถูกออกจากสมณศักดิ์ ถูกจับกุม ถูกบังคับให้สละเพศพรหมจรรย์ นับว่ารุนแรงที่สุดสำหรับพระเถระผู้ใหญ่ที่ปวงชนเคารพนับถือ จำเลยถูกกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรมจริง ๆ ไม่ได้กระทำผิดตามกล่าวหา ศาลนี้รู้สึกสลดใจและเห็นใจจำเลย แต่เชื่อว่าจำเลยซึ่งอบรมอยู่ในพระศาสนามานาน คงจะทราบซึ้งดีในอุเบกขาญาณที่ว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้ดีหรือชั่วก็ตาม ก็จะเป็นกรรมทายาทรับผลของกรรมนั้น และคงจะตั้งอยู่ในคุณธรรมอันเป็นลักษณะของบัณฑิตในพระพุทธศาสนาสืบไป 
อาศัยเหตุผลและดุลยพินิจที่ได้วินิจฉัยมา จึงพร้อมกันพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป”


     พระธรรมโกศาจารย์ (หลวงพ่อพุทธทาส) ถึงกลับกล่าวว่า คิดได้อย่างเดียวว่า เกิดขึ้นเพราะความอิจฉาริษยากันในวงการสงฆ์ หรือมิฉะนั้นก็เป็นกรรมเก่าของจำเลยเท่านั้นเอง 

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตำนานการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช "เจ้าคุณเบอร์ลิน"11.03.2016

"เคยชิน"กับการทำความอยุติธรรม 
เลยไม่"ชิน"
กับการจะให้ความยุติธรรม

สื่อใหญ่ไทยสุดทน ประสาน เจ้าคุณเบอร์ลิน : เตรียมเปิดหน้าคนชักใย / ขบวนการชั่วทำลายสงฆ์.

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลาครับมาลุยกันเลย  อันเนื่องมาจาก การที่มีกลุ่มออกมา พยายามคัดค้าน เพื่อไม่ให้ สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ กทม. ขึ้นเป็นสังฆราช นั้น.

หลังจากที่เมื่อวานผมโพสต์ว่า ....จากนี้ไปเพจเจ้าคุณเบอร์ลิน มีแผน มีเป้าหมาย ที่จะโพสต์เรื่องอะไรบ้าง โดยแยกเป็น ๓ หัวข้อใหญ่ ๆ คือ.....

๑. เปิดเผยผู้อยู่เบื้องหลังเกมส์นี้.
๒. เปิดเผยคน (พระ) ที่ยืนบงการ และคอยชงเรื่องทั้งหมด.
๓.ดำเนินการโดดเดี่ยว สมาชิก แก๊งค์ชั่วไปทีละคน.
เมื่อเช้านี้ ผมต้องถือว่า "เป็นบุญของพระศาสนา" และถือว่าดังคำว่า "อยุธยาไม่สิ้นคนดี" อย่างโบราณว่าไว้จริง ๆ ครับ คือ  ปรากฏว่า ผมถูกปลุกตั้งแต่เช้ามืด ...สายจากไทย...
แจ้งให้ผมทราบว่า  "วันนี้ ได้มีสื่อไทยค่ายใหญ่ ติดต่อเข้ามา".เพื่อต้องการประสานกับผม "เพจเจ้าคุณเบอร์ลิน" เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมงานป้องภัยพระศาสนา  ซึ่งผมก็ได้พูดคุยเบื้องต้นด้วยไปแล้ว.


ต่อมาตอนสาย ๆ ผมก็ได้รับข้อมูล ที่ประสานผ่านมาทางทีมงานผมที่ประเทศไทย เรียกว่า "ลับ" ก็ได้. 
เป็นข้อมูล เรื่อง "ห้องกระจก" จาก พระมหาเถระดับ กรรมการมหาเถรสมาคม สังกัด ฝ่าย คณะธรรมยุต ที่ผมนับถือ และเคยประสานเรื่อง "จดหมายน้อย" กับผมในครั้งก่อน. ในวันนี้ท่านได้ส่งข้อมูลบางอย่างมาให้ผมทางไลท์  พร้อมกันนี้ ท่านก็ยังขยายเรื่อง แผนสกัด สมเด็จช่วงให้ผมทราบอีกด้วย.

จากนั้น ท่านทั้งหลายเอ๋ย...สมองผมมึนเลย   ข้อที่ "สื่อใหญ่ไทยประสานผมมานั้น" ผมแทบจะกระโดดดีใจบอกทีมงานไปว่า "พวกเราจะไม่เหน็ดเหนื่อตามลำพังกันแล้ว สวรรค์มีตาแล้ว"

แต่ข้อมูลที่ได้จากมหาเถรระดับสูงนี้ซิ... ทำเอาผมแทบทรุดเลย  อุทานในใจว่า ..."ห่า นี่มึงคิดเล่นกันขนาดนี้หรือว่ะนี่" เพราะรายชื่อระดับชั้น รองสมเด็จพระราชาคณะ ที่เป็นถึงขนาด กรรมการมหาเถรสมาคม ตามผังที่ผมแนบมานั้น 
"กลายเป็นว่า เป็นคน (พระ) ที่ผมรู้จักดี ถึงไม่สนิท แต่ก็ขนาดเล่นไลท์กันมาก่อน"...อีกทั้งในสมัยที่ หลวงตาจันทร์ วัดป่าชัยรังสี ยังดัง ๆ ก็ยังเฮฮากันแบบสนิท.

แต่ตรงนี้ ก็ต้องมาสรูปว่า....เรื่องส่วนตัว เรื่องอดีต พักไว้ก่อน. แต่ถ้า "มึง" คิดการณ์ชั่วใหญ่ขนาดนี้ 
มาทำลายระบบการปกสงฆ์ที่บุรพาจารย์ได้วางไว้อย่างดี เพื่อความมั่นคงของพระศาสนาโดยรวมนั้น.
เพียงเพราะ "มึง" แค่เพื่อหวังตำแหน่งสมมมติ หวังอำนาจ ทางการปกครอง.โดยไม่สนใจ ธรรมวินัย กฏหมายสงฆ์ จารีตประเพณี ใด ๆ ทั้งสิ้น แบบนี้ กู ก็ถือว่า มึง เป็นเนรคุณพระศาสนา และเนรคุณแม้แต่อาจารย์ตัวเองด้วย  จากนี้ไป "มึงกับกู เจอกัน อายุมึงก็ไม่ห่างกับกูมากนักหรอก"นี่คือ คำอุทานในใจผมเอง เมื่อได้รับข้อมูลดิบ ๆ เมื่อเช้าครับ.  ขออภัย...อารมณ์มันขึ้นครับ เลือดอาจารย์มันแรงครับ.

ท่านผู้อ่านอย่าตกใจ นะครับว่า ทำไม วันนี้ เจ้าคุณเบอร์ลิน จึงขึ้น "กู - มึง"เพราะผมถือว่า ผมเป็นพระสงฆ์ คนที่ผมเอ่ยถึง ก็เป็นพระสงฆ์เช่นเดียว เพียงแต่ ผมเป็นมหานิกาย ท่านเป็น ธรรมยุตนิกาย เท่านั้น. 
ก็เมื่อเป็นพระเหมือนกัน "พูดแบบนี้กันได้ครับ" ที่สำคัญ "พูดเพื่อพระศาสนา" สมควร ๆ แล้ว.  

วันนี้ นสพ. เดลินิวส์ เปิดเกมแรกเลยครับ

ผมขอย่อ และขยายความดังนี้  (แนบรายละเอียดมาด้วยแล้ว) การที่ เดลินิวส์ ขยายได้ถึงขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นการยืนยันในคำพูดที่ ดร. วิษณุ เครืองาม ที่เคยพูดไว้ว่า 
" เขาอยากให้อาจารย์เขาเป็น (สมเด็จพระสังฆราช) ".


วันนี้ นสพ. เดลินิวส์ เปิดนิ่ม ๆ แบบเกริ่น ๆ ไปก่อนในคอลัมน์ สังคมข่าว ประจำวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ ไว้ ว่า"ฝ่ายต่อต้าน สมเด็จช่วง เจ้าอาวาส วัดปากน้ำนั้น ที่นำโดย ศิษย์ก้นกุฏิ แห่งห้องกระจก "........."

ขยายความว่า....คำว่า "ห้องกระจก" หมายถึง ห้อง ๆ หนึ่ง ที่เป็นกระจกทืบเลื่อน ที่ตั้งอยู่ทางเข้า หน้าตำหนัก "คอยท่าปราโมช" . ที่สมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราชท่านเคยประทับ ตั้งอยู่ภายในวัดบวร นิเวศ กทม. นะครับ.


ตรงนี้ ขอบอกว่า นสพ. เดลินิวส์ ต้องการที่จะเน้นคำว่า "ศิษย์ก้นกุฏิ"คำว่า "ศิษย์ก้นกุฏิ" นี้ ผมจะขยายให้ฟังว่า ตรงนี้ มีทั้งเป็นพระ และฆารวาส ครับในส่วนที่ตายไป หรือติดคุก ไม่ต้องพูดถึงมาถึงตรงนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรครับว่า...ในปัจจุบันนี้ ยังมีใครบ้าง มีพระรูปไหนบ้าง มีฆารวาสคนไหนบ้าง ที่ยังอยู่ และเป็นใหญ่ในสังคมไทย.


ในส่วนของพระสงฆ์ นั้น ยิ่งไม่ยากใหญ่ ที่จะสืบรู้ว่า เมื่อสมัยสมเด็จญาณอยู่นั้น อาจเป็นพระเด็ก ๆ เป็นเจ้าคุณอายุพรรษาน้อย ๆ แต่ปัจจุบัน เป็นถึง สมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ กันไปหมดแล้ว ทั้งที่อยู่ภายในวัดบวรเอง หรืออยู่วัดอื่น.


นสพ. เดลินิวส์ เริ่มเรื่องราวทั้งหมด มาจากจากแก็งค์ "ห้องกระจก" ครับ.อันที่จริง ปัญหาเรื่องห้องกระจกนี้ ในสังคมสงฆ์ ทั้งธรรมยุต และมหานิกาย และสังคมชาวบ้านแวดวงพระศาสนา ไม่มีใครไม่ทราบหรอกครับ เพราะมีอิทธิทธิ์ทางลบโด่งดังไปทั่วแต่ที่เขาไม่พูดกันนั้น "เพราะต้องการรักษาพระเกียรติ องค์สมเด็จญาณท่านไม่ให้เสื่อมเสีย".

- ตรงนี้ ผมจะขอแทรกว่า ..... รู้มัยครับ ว่าจริง ๆ แล้ว คำว่า "จดหมายน้อย" นี้ คนที่เขาเห็นถือว่าเข้า มส. สมัยทุกครั้งนั้น  เขาพูดในอาการติด "ตลก" นะครับ เพราะไม่ได้ให้เครดิตใด ๆ เลย. เพราะเป็นอันเข้าใจกันว่า " ในเรื่องที่ไปที่มา"ไม่เชื่อไปสอบถามคนที่เคยทำงานยุคนั้นดูได้.

ช่วงท้าย ในวันนี้ นสพ. เดลินิวส์ สรูปท้าย ไว้ว่า....".......ปมการตั้งสังฆราชคงต้อง "ยืดเยื้อ" ออก ไปตามเจตนารมณ์ ของ ผู้ชักใย อยู่เบื้องหลัง......"

ก่อนที่ นสพ. เดลินิวส์ จะขมวดทิ้งท้ายไว้ว่า" ผู้ชักใยนั้น ต้องการสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ มาจากสาย "ธรรมยุต" มากกว่า สาย "มหานิกาย.....""เหมือนกับที่ เคยให้สมเด็จเกี่ยว เจ้าอาวาส วัดสระเกศ ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช จนมรณภาพในที่สุด..."ในวงเล็บนั้นทั้งหมด คือ ข้อความที่ผมคัดมาจาก นสพ. เดลินิวส์ ในวันนี้ครับ.
---------------------------------------

ตรงนี้ ผมขอเป็นตัวแทน ของชาวพุทธทั่วโลก ของสังคมที่เขารักความถูกต้อง สังคมที่เขารักพระศาสนา มากกว่า " ตัวบุคคล" ว่าผมขอถามไปยัง ผู้ที่ชักใย ผู้บงการ รวมทั้งผู้ที่หวังส้มหล่น รวมถึงแก๊งค์ชั่วทั้งหมดว่า "ไอ้ความคิด ที่ระยำแบบนี้หรือครับ ที่ท่านยังสามารถ ที่จะเผยออกมาจากปากต่อสังคมได้ว่า 
"""รักพระศาสนา รักคณะสงฆ์ หวังดีต่อ ประเทศชาติ""" 
สุดท้าย ยังมีหน้า มาบอกว่า "ตนเองเป็น "พระสงฆ์" อยู่อีกหรือ..."



ถามตรง ๆ ว่า "....ก็ทำไมละครับ กับ ตำแหน่งพระสังฆราช พวกท่านคิดว่า....มันจะมีความสำคัญไปกว่า "ความถูกต้องทั้ง ธรรมวินัย กฏหมาย และจารีต หรือครับ"


ตะโกนถาม ดัง ๆ ต่อว่า....ให้คิดง่าย ๆ อย่าง สมเด็จสังฆราช อยู่ ญาโณทัย วัดสระเกศ กทม. ของผมนั้น ท่านก็ดำรงตำแหน่ง เพียง ปี กว่า ๆ เท่านั้น ท่านก็สิ้น มาถึง สมเด็จเกี่ยว ของผม ท่าน ก็สิ้นไปด้วยอายุขัยที่ไม่มากนัก (หากท่านเป็นสังฆราช) มาถึงสุดท้าย หลวงพ่อสมเด็จ ช่วง แห่งวัดปากน้ำ กทม. ปัจจุบัน อายุพรรษากาลท่านก็จะร่วม ๑๐๐ ปี หากสมเด็จช่วง ได้ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ตามครรลองถูกต้องทุกอย่างมันจะตายกันทั้งประเทศหรือไง ครับ อายุพรรษาท่าน ขนาดนี้ ท่านจะอยู่เกิน ๑๐๐ ปี หรือ.




ที่สำคัญ 
พวกกลุ่มที่ชักใย บงการ หวังส้มหล่น อยู่นั้น (ธรรมยุตดี ๆ ที่เคารพความถูกต้อง พระธรรมวินัยก็มีมาก ย่อมไม่เกี่ยวตรงนี้) พวกท่านคิดได้แค่ว่า..."ผู้เป็นสังฆราช จะต้องเป็นพระจากนิกาย "ธรรมยุต" เท่านั้น 
"จึงจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ จึงจะวิเศษที่สุด" กันหรือครับ.

โดยถึงขนาดพวกท่าน ยอมลงทุนแลกในการ "ทำผิด" ทุกอย่าง ทั้ง พระธรรมวินัย ทั้งกฏหมาย ทั้งจารีต"ถ้าท่านจะเอากันอย่างนี้ คิดกันได้เพียงแค่นี้  ก็เชิญเลย เชิญเลย อย่าช้า เดินให้สุดซอยไปเลย. 
ระบบความถูกต้อง ทั้งศีลธรรม ทั้งกฏกติกา มันจะได้พังไปหมด ไร้ความหมาย ไร้ความศักดิ์สิทธิ์กันให้หมด.เอากันแบบนี้ใช่มัย   คิดดี ๆ คิดยาว ๆ นะครับ.


รูปแบบที่บริสุทธิ์ จารีตประเพณีที่ดีงาม ที่ท่านบูรพาจารย์ ฝ่าย "ธรรมยุตนิกาย" ท่านได้วางไว้ดีแล้วนั้น.
โดยเฉพาะแนววัตรปฏิบัติที่เคร่ง ในศีล ในธรรม แม้จับเงินก็ยังต้องใช้ใบปวารณาบัตร นั้น หากทุกอย่าง มันมาสูญสิ้นครั้งนี้ ในยุคนี้ เพียงแค่กิเลสอยากเป็น "สังฆราชฝ่ายธรรมยุต" เท่านั้นโดยไม่สนใจความถูกต้องใด ๆ นั้น ขอถามว่า "ท่านคิดว่าท่านมัน "คุ้ม" หรือครับ".หรือพวกท่านคิดว่า คนเขาไม่รู้ทันเล่ห์ชั่วเหล่านี้ของพวกท่าน   ไปนั่งตรงดูดี ๆ นะครับ.


แล้วก็จะขอเตือนหนัก ๆ ไว้ตรงนี้สักหน่อยว่า...."หากเคยทำอย่างนี้ไว้กับคนอื่น ถึงคราวพวกท่าน ใครจะปล่อยครับ" บอกตรง ๆ ผมคนหนึ่งแหละไม่ปล่อย เพราะมันไม่ถูกต้อง จำชื่อผมไว้ก็ได้..ผมออกมารักษา พระธรรมวินัย ออกมารักษากฏหมายสงฆ์ ออกมารักษาจารีตไว้ ผมไม่ได้ออกมา เพื่อจะเอา หลวงพ่อสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสังฆราช ตามที่แก๊งค์ชั่ว มักพูดโยงทำนองเหยียดหยามว่า"ทำไม สมเด็จช่วง จะต้องเป็นสังฆราชให้ได้"ถึงขนาดไปดูถูกคุณธรรมภายในของหลวงพ่อสมเด็จช่วงไปโน้น...จะเพี้ยนกันไปใหญ่แล้ว  คิดสูงๆกันเป็นมัยครับ..อย่าไปคิดว่า คนอื่น ๆ เขาจะคิดกันต่ำ ๆ แบบพวกคุณไปเสียหมด.

สรุปสุดท้าย
ผมอยากจะเตือนตรง ๆ ไปยัง พระที่เป็น รอง สมเด็จพระราชาคณะ ฝ่าย ธรรมยุต ที่เป็นผู้วางแผน บงการ ชักใย อยู่เบื้องหลังนั้นถามว่า ในทุกวันนี้ เวลาท่านไปนั้งประชุม มส. นั้น ท่านยังมีหน้าไปนั่งตรงนั้นอยู่หรือครับ ท่านไม่อายเพื่อน มส. ที่เขารู้เห็นพฤติกรรมท่านหรือครับ เวลาไปร่วมงานต่าง ๆ ท่านไม่อายคนเขาหรือไงครับ เขารู้พฤติกรรมท่านกันทั้งนั้น กันหมดแล้วตอนนี้.
ขอเตือนดัง ๆ ไปยังอีกครั้ง ก่อนจบ ยัง ท่านผู้ชักใย บงการ ก่อนจะจบโพสต์ว่า..." ขณะนี้ สื่อใหญ่ ฉบับหนึ่งของไทย เขามีข้อมูลของท่านสมบูรณ์แล้ว ถึงขนาดว่า" ที่ผ่านมานั้น ไปพบใคร ไปพูดอะไรกับใครไว้บ้าง"ขอบอกเอาบุญว่า.... "เขากำลัง เรียบเรียงข้อมูล"
โดยนับแต่วันนี้เป็นต้นไปสื่อใหญ่ และในเครือข่ายเขาทั้งหมดนี้ จะทำการเปิดโปงแผนชั่วนี้ครับ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ เขาเป็นพุทธศาสนิกชน ที่เขาสุดทน กับพฤติกรรม. "ที่หน้าไหว้หลังหลอก หน้าไหว้ แต่หักหลังเพื่อน" เขาสุดทน กับ พฤติกรรม ของพระประเภทนี้กันเต็มทนแล้วครับ  ที่สำคัญ เขาห่วงพระศาสนากันครับ. "ห่วงกว่าพระบางรูป ที่ตำแหน่ง สมณศักดิ์สูง ๆ เสียอีก"  อายมัยครับ เล่นงานพระด้วยกันนี่ ผมสบายมาก ไม่ต้องยั้งมาก สนุกกันแหละงานนี้.

เรื่อง "สื่อใหญ่" จะเกาะติดเรื่องนี้ พวกฝ่ายตรงข้ามผมจะยังไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ ให้คอยติดตามต่อไปเองละกันครับ แต่ขอสั้นๆ ว่างานนี้ "มีหนาว"

วันนี้โพสต์ เจ้าคุณเบอร์ลิน ขอเริ่มนำไป นมัสการถึงพระสงฆ์ ไปก่อนนะครับผม ครั้งหน้ามีทีเด็ดครับ.
โชคดีมีชัยทุกท่าน
เจ้าคุณเบอร์ลิน
11.03.2016

ความดีของแต่ละคน..มีอะไรที่ต่างกัน เท่ากันหรือป่าว

มีหลายคนที่ชอบพูดว่า "ศาสนาทุกศาสนาล้วนสอนคนให้เป็นคนดีได้ทั้งนั้น" ซึ่งมันก็จริงอย่างนั้น แต่ว่า มันจริงยังไม่หมด หากพูดเพียงเท่านั้น ก็อาจทำคนให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ว่า ถ้าเช่นนั้น นับถือศาสนาไหนๆในโลกก็ไม่ต่างกันนักสิ เพราะก็เป็นคนดีได้เหมือนกัน

ฉะนั้น ตรรกะอันนี้มันจึงยังใช้ไม่ได้ เพราะนิยามของคำว่า "คนดี" ในแต่ละศาสนานั้น ย่อมมีนัยที่แตกต่างกัน เพราะชื่อว่า "คนดี" มันเป็นเพียงตัวหนังสือ หรือคำพูด แต่สิ่งที่ถูกเรียกว่า "คนดี" นั้น มันมีมากมายและหลากหลาย คนดีแต่ละคนถ้าอยู่ตามลำพัง ก็อาจมองไม่เห็นความแตกต่าง แต่ถ้าเอาคนดีหลายๆคนมาเปรียบเทียบกันแล้ว ย่อมมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด


คนดีระดับพื้นๆธรรมดาทั่วไปตามความรู้สึกของชาวบ้าน คนดีที่มีศีลธรรมอันมั่นคงที่เป็นกัลยาณปุถุชน คนดีที่มีศีลธรรมอันบริสุทธิ์สามารถสละชีพบูชาธรรม เข้าถึงอริยธรรมชั้นต้น นับแต่พระโสดาบันขึ้นไป คนดีที่เพรียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา อันบริสุทธิ์บริบูรณ์หมดจดจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง อยู่จบพรหมจรรย์เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา
ดังนั้น คำว่า "คนดี" นี้จึงมีนัยที่หลากหลาย โดยเฉพาะ คนดีในระดับที่ทรงคุณธรรมชั้นสูงๆนี้ ย่อมไม่มีในศาสนาอื่นๆเลย

เพราะฉะนั้น หากจะพูดว่า "ศาสนาใดๆล้วนสอนทุกคนให้เป็นคนดี" ก็ต้องพูดต่อให้จบว่า "แต่ศาสนาที่สั่งสอนให้คนบรรลุถึงที่สุดแห่งความดีได้ มีเพียงศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลก"

กวีพระ & กวีมาร


วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตำนานการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช"เจ้าคุณเบอร์ลิน"10.03.2016

"สมเด็จช่วง"
ไม่ใช่แค่หลวงตาช่วงวัดปากน้ำ 

หากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่รอบคอบ นับว่าอันตรายยิ่งต่อประเทศ.
- เบื้องต้น ผมขอชี้แจงก่อนครับว่า ทีมงานผมได้ประเมินสถานการณ์ล่าสุด ของปัญหาสงฆ์เมื่อวานนี้ ได้มีมติร่วมกันว่า เรื่องชี้แจง พรบ. คณะสงฆ์ และขั้นตอน การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ตาม พรบ. สงฆ์ ที่ต้องยึด ธรรมวินัย กฏหมาย และจารีตประเพณี นั้น. 
๑.น่าจะเพียงพอแล้ว 
๒.เพราะที่โพสต์ไปทั้งหมดนั้น มีความละเอียด แจ่มแจ้งสมบูรณ์ครบทุกอย่างแล้ว.
๓.เพจผมจะไม่ขอพูดอีกแล้ว

เพราะถึงขั้นนี้แล้ว หาก ผู้เกี่ยวข้องเขายังจะ "เข้าพวก" ดันขืนที่จะดำเนินการ ต่อไปตามธงเขานั้น.
ประชาชนเจ้าของแผ่นดิน ก็คงไม่มีอำนาจจะไปยับยั้งอำนาจของเขาได้แล้วแหละครับ.
ต่อจากนี้ไป พวกเราชาวพุทธทุกคน ก็คงได้แต่ภาวนาว่า "ขอให้เหตุการณ์ร้าย ๆ กลับกลายเป็นดี ไว ๆ ด้วยเทอญฯ"
แนวทาง เพจ เจ้าคุณเบอร์ลิน นับจากนี้เป็นต้นไปจะจับจุดใหญ่ ๆ ไว้ ๓ เรื่อง คือ
๑. การเปิดเผยผู้อยู่เบื้องหลังเกมส์นี้ ให้สังคมได้รับทราบ และรู้เท่าทัน.
๒. การเปิดเผย คน (พระ) ที่คอยชงเกมส์ (บงการ) และคน (พระ) ที่รอส้มหล่นขึ้นแท่นสังฆราชแทน 
หากสมเด็จช่วงพลาด.
๓. จะต้องโดดเดี่ยว ลอกคาบ แก๊งค์ทำลายศาสนา ไปทีละคน.
๓ เรื่องนี้ คือเป้าหลัก ของ โพสต์ เจ้าคุณเบอร์ลิน เปิดเผยกันตรง ๆ ไปเลย.  หนีผมให้พ้นก็แล้วกัน หากคิดว่าปิดอยู่ หรือไอ้ที่คิดว่าไม่มีใครรู้เห็น หรือไล่ไม่ทันนั้น ขอบอกสั้น ๆ ว่า 
"ท่านคิดผิดครับ"

- ความกลัวผมนั้น ไม่มีครับเรื่องแบบนี้ ผมถือว่าผมได้บุญทุกครั้งที่โพสต์ครับ ไม่มีท้อใด ๆ ทั้งสิ้น แรงไม่มีตก มีแต่เพิ่มทุกวัน  ผมไม่ปล่อยพวกท่านลอยนวลทำลายสงฆ์ ทำลายศาสนาได้ง่าย ๆ แน่ เกมส์มาก็เกมส์ไป มืดมาก็มืดไป หากสว่าง หรือดีมา ก็ดีไป ก็เท่านั้น.

- เรื่องอื่นผมไม่สน ไม่ต้องเอามาขู่ผมว่า "จะกลับไทยไม่ได้" หรือผมทำเพื่อหวัง ลาภ ยศ สรรเสริญ เรื่องนี้ผมตัดไปนานแล้ว ตั้งแต่ขึ้นเวทีนี้. ไม่ใช่ตัดกิเลสได้หรอก ครับ แต่นี่คือความจริง. ในเมื่อเราเลือกที่จะปกป้องภัยศาสนา ออกมาชนคนพาลแบบนี้ ถึงหวังก็ไม่ได้อยู่แล้วเรื่องแบบนี้ อันนี้ไม่ต้องนำมาโจมตีผมให้เสียเวลา เพราะมาถึงตรงนี้ แค่ลำพังเมืองไทย ยังกลับยากเลย. 
- แค่ว่า หากกลับไป จะไปหาใครได้ เดินกับใคร อยู่ใกล้ใคร เขาก็จะพลอยเดือดร้อนไปกับเราแน่  เรื่องแบบนี้ทำไมผมจะไม่รู้ แต่ผมก็สละตรงนี้ไป ผมไม่เสียดาย ....
"หากแลกกับการต่ออายุพระศาสนา ในประเทศไทยให้ยาวไปอีก"
ผลมันก็เกินคุ้มครับ

- ที่ผมนำมาพูดเสียยาววันนี้ เพราะผมโดนขู่มา ๒ - ๓ รอบแล้วใน ๒ อาทิตย์นี้ครับ แม้แต่เจ้าคุณประสาร แกก็ปรารภมา ว่า "อยู่ไทยลำบากขึ้นทุกวันแล้ว"ผมก็เลยเปิดหน้าเล่นไปเลย ว่า ต่อจากนี้ "มึงระวังเรื่องนี้ไว้นะ" แฟร์ ๆ กันไปเลย.

- ตอนนี้ ทั้งข้อมูล ทั้งเกาะป้องกันตนเอง (ในต่างประเทศ) ผมพร้อม เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นแล้วครับ รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ผมเริ่มแน่.
- แต่การดำเนินการเรื่องใหญ่เช่นนี้ ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ เพราจะต้องมีการวางแผนอย่างแนบเนียบ และดำเนินการไปตามขั้นตอน ที่ละขั้น จะประมาทไม่ได้โดยประการทั้งปวง       ดังเป็นที่ทราบว่า แก๊งค์นี้ไม่ธรรมดา ผมมาเปิดเผยการดำเนินการของเพจ เจ้าคุณเบอร์ลิน และทีมงาน ตรง ๆ ไปแบบนี้.

- ผมก็คิดว่า ฝ่ายตรงข้ามผม มันจะต้องตั้งท่ากันรอแล้วแหละ  ก็มาพิสูจน์กันครับว่า "ใครมันจะแผลมากกว่ากัน".ชาวบ้านเขา จะได้รู้เรื่องจริงกันสักที กับพระดี หรือ ผู้ดีจอมปลอม ที่หลอกสังคมมานาน.

เข้าเรื่องที่จั๋วหัวข้อไว้
กรณี หลวงพ่อสมเด็จ ช่วง วัดปากน้ำ กทม. นั้น....................
สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ กทม...................
เรื่อง ทางโลก................
- ผมเคยตั้งข้อสมมติในใจนานแล้วว่ากรณีเรื่อง "รถหรู" ของ ดีเอสไอ ที่กล่าวหา หลวงพ่อสมเด็จ วัดปากน้ำนั้น.
๑. หากถึงที่สุดแล้ว และปรากฏว่า หลวงพ่อไม่ผิด หรือผิดเล็กน้อยนั้น ถึงตอนนั้น ใครจะเป็นคนรับผิดชอบได้ เพราะเรื่องนี้มันใหญ่มาก มากเกินกว่าใคร ๆ หรือคนธรรมดา หรือประเทศไทยจะรับผิดชอบได้.
ใครจะรับผิดชอบ รัฐบาล หรือดีเอสไอ หรือ ผู้มีส่วนทุกฝ่าย.
จะทดแทนอย่างไร ด้วยวิธีไหน.
พวกคุณรับไหวหรือ.
๒. สมมติว่า ที่สุดแล้ว ทั้งที่ มติ มส. ดำเนินมาถูกต้องทุกอย่างแล้วนั้น. แต่หากมีเหตุที่หลวงพ่อสมเด็จช่วง ก็ไม่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชสักที โดยขั้นตอนตรงนี้ อยู่ที่รัฐบาลแล้วนั้น.สมมติว่า หลวงพ่อสมเด็จช่วง สิ้นบุญ (ไม่ได้แช่ง แต่พูดในหลักอนิจจัง)  ถามว่าความผิดพลาดที่ใหญ่ขนาดนี้ จะหาใครจะรับผิดชอบได้ มันย่อมเกินกว่าที่ใคร ๆ จะรับผิดชอบได้นะครับ.

- เพราะอย่าลืมว่า พระพุทธศาสนานั้น เป็นสมบัติของชาวพุทธทั้งโลก ชาวพุทธทั่วโลกนับถือกันทั่ว.
- ดังนั้น ในความเป็นจริง ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ก็คือ หลวงพ่อสมเด็จช่วงนั้น 
ย่อมไม่หลวงพ่อช่วง มหาช่วง แห่งวัดวัดปากน้ำ กทม
เพียงเท่านั้นไม่
ทั้งไม่ใช่ 
สมเด็จพระสังฆราชช่วง แห่งประเทศไทยเท่านั้นด้วย
แต่เป็น
สมเด็จช่วง ที่หมายถึง ผู้ดำรงตำแหน่ง 
ประมุขสงฆ์ ฝ่ายเถรวาท ที่ประจำอยู่ที่ประเทศไทย.
เป็นตัวแทน เป็นสัญลักษณ์ แห่งนิกายเถรวาททั้งหมด ที่สุดเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทยโดย.ที่สำคัญ สมเด็จช่วงรูปนี้ เป็นที่รู้จัก เป็นที่เคารพ ศรัทธาเลื่อมใส แก่ประมุขสงฆ์ หรือประมุขศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย.

- ตัวอย่าง เช่น 
- เฉพาะพระจีนรูปหนึ่ง ที่ชื่อ พระอาจารย์ยิ่น ซุ่น แห่งเมืองเสินเจิ้น ประเทศจีน นั้นเรียกได้ว่า แทบจะเอาเท้าของสมเด็จช่วง วางไว้บนศรีษะ ด้วยความเคารพนับถือยิ่งเลยทีเดียว (ผมรู้จักท่านดีรูปนี้)    รัฐบาล หรือ ผู้ที่คัดค้าน หรือออกมาโจมตีสมเด็จช่วง นั้น ทราบหรือไม่ว่า... อาจารย์ยิ่นซุ่น รูปนี้ มีตำแหน่งหรือมีความสำคัญอะไรที่ประเทศจีน.อาจารย์ยิ่นซุ่น นั้น ท่าน มีตำแหน่งทางการเมืองจีนด้วย คือ ท่าน เป็น สว.ของรัฐสภาจีน.ที่สำคัญท่านยัง เป็น รองประธานสงฆ์จีน ที่ควบคุมดูแล พื้นที่กว้าง ถึง ๘ มณฑล ซึ่ง ๑ มณฑลจีนนั้น มีพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศเสียอีก.

- นี่เพียงแค่นิกายพุทธ หรือ ประเทศที่นับถือพุทธเพียงประเทศเดียวเท่านั้น.ยังไม่นับรวม ถึง นิกายต่าง ๆ ที่ต่างศาสนา ที่กระจายอยู่ทั่วโลกอีกเป็นจำนวนมาก.ซึ่งประมุขสงฆ์ หรือนักบวชเหล่านั้น ล้วนรู้จัก และให้ความศรัทธาต่อสมเด็จช่วงทั้งสิ้น.

- ซึ่งแน่นอน ศาสนิกชนเหล่านี้ พวกเขาได้เฝ้าจับตามอง การดำเนินการเรื่องนี้ ของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารในปัจจุบันนี้ ว่า"จะดำเนินการไปในทิศทางใด อย่างไม่กระพริบตา" นี่หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย.

นี้คือ ตัวอย่างทางโลกว่า...
- อันสมเด็จช่วงนั้น อย่าไปมองแค่ว่า แค่สังกัดวัดปากน้ำ หรือแค่พระสงฆ์ไทย ที่สังกัดประเทศไทยอย่างเดียวเท่านั้น. หากมองได้เพียงเท่านี้ นับว่า อันตรายในวงกว้างยิ่ง.

- ดังนั้น หากรัฐบาล หรือคณะบางกลุ่ม ที่เข้าลักษณะ ดึงเรื่อง มติ มส. เรื่องการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช ในครั้งนี้. 
- หรือกรณีมีบางกลุ่ม ได้ออกมาโจมตี ด่าทอ เช้าเย็น ถึงขนาด ส่อไปในทาง อาศัยหน่วยราชการรัฐ มาดำเนินการ ด้านดคีความต่าง ๆ. 
- หรือไปยื่นให้หน่วยงานรัฐ ออกตีความข้อกฏหมายสงฆ์ แบบคลุมเคลืออยู่. 
- คล้าย มีพฤติกรรม ที่คล้ายมีธงอยู่แล้ว เพื่อคัดค้าน ขัดขวาง กลั่นแกล้ง ต่อสมเด็จช่วง ในการขึ้นเป็นพระสังฆราชนั้น.
- ขอเตือนว่า "คิดดีดี คิดยาว ๆ". นะครับ.


สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ กทม.
เรื่องทางธรรม.............
๑. เป็นที่ทราบกับว่า หลวงพ่อสมเด็จช่วงนั้น ท่านบวชตั้งแต่สามเณรอายุ ๑๒ ปัจจุบัน อายุ ๙๐ กว่า จะถึง ๑๐๐ ปี อยู่แล้วนั้น.  เรื่องคุณูประโยชน์ที่มีต่อวงการพระศาสนา ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ที่เป็นรูปธรรม เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ผมจะไม่นำมากล่าวถึง.

๒. แต่ผมกำลังจะกล่าว ถึงว่า..." ใครก็ตาม หน่วยงานไหนของรัฐก็ตาม ที่มากล่าวหาท่าน ใส่ร้ายท่าน ทั้งด้านคดีความทางโลก และปรับอาบัติท่านทางธรรมวินัย" นั้นนั่นเท่ากับว่า "พวกท่าน ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข้าไป ทำลายศีล ทำลายธรรม ที่อยู่ภายในจิตใจของหลวงพ่อสมเด็จ สำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว"
- ซ้ำตัวสมเด็จช่วงเอง ท่านเอง ก็ไม่ถือสาเอาความอีกด้วย."คุณธรรมที่ประมาณไม่ได้ ที่มีอยู่ในจิตใจของหลวงพ่อสมเด็จช่วง ที่ท่านสะสมมาแต่อดีตชาติ ถึงปัจจุบันชาติ เหล่านี้"ใครรับไหวครับ เรียงหน้ามาหน่อย.

๓. ถ้าความจำสังคมไม่เสื่อมกันจนเกินไป. รู้มัยครับ หลวงพ่อสมเด็จช่วง ได้เคยเปรย ๆ เรื่อง "รถหรู" นี้ไว้อย่างไร....ผมอยู่ถึงเบอร์ลิน จำไม่ลืมเลยครับ......
ท่านเปรยว่า "อย่างมากก็แค่ปลงอาบัติ"
โอ้ ....นี่ทางพุทธศาสนา ย่อมหนักแหน่นยิ่งกว่ากฏหมายใด ๆ ใน ๓ โลกเสียอีก.
เพราะนี่คือ กฏหมาย ที่เรียกว่า ธรรมวินัย 
ย่อมเหนือว่า 
"สมมติของโลก" อยู่แล้ว.



๔. นั่นหมายความว่า....ต่อให้ใครก็ตาม นำตัวท่านไปจองจำ นำท่านไปประหาร แต่ท่านก็เชื่อในเจตนาของท่านว่า "ตัวท่านบริสุทธิ์" ต้องบอกว่า ต่อให้เทวดา ยังไม่กล้าก้าวล่วง หลวงพ่อสมเด็จท่านเลยครับ หากท่านกล่าวถึงเพียงนี้ออกมา.
๕. ขอถามว่า "พวกท่านทั้งหลาย ที่รวมกันทำกรรมกับหลวงพ่อสมเด็จช่วงนี้"
- พวกท่านจะรับผิดชอบอย่างไร.
- พวกท่านจะรับผิดชอบกันไหวหรือ.
- ตรงนี้แหละ ที่ผมจะบอกว่า "กรรมหนักมาก หนักที่สุด" เลยครับ.
- แก้ไขอะไรไม่ได้ด้วย ทั้งไม่มีอะไรมาทดแทนให้กับท่านได้ด้วย.
- ผลกรรมตรงนี้ ผมเคยไปแจงไปแล้วในตอนต้น ๆ .
- น่ากลัวแทนจริง ๆ ครับ.
สุดท้าย ผมอยากจะบอกไปยังรัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องว่า....
- ขณะนี้ พระสงฆ์สามเณร ตลอดจนชาวพุทธทั่วประเทศไทยทั้งหมด เขาพากันตั้งคำถามในใจกันว่า....
"ขนาดหลวงพ่อสมเด็จ วัดปากน้ำ ยังโดนขนาดนี้ แล้วเราจะไปเหลืออะไร".
- แม้แต่ตัว เจ้าคุณเบอร์ลิน เอง ก็ยังถามแบบนี้ในใจเลยครับ.
- โอ้....ชั่งเป็นคำถามที่แฝงนัยยะ อย่างละเอียดอ่อนยิ่ง และน่ากลัวยิ่งนัก.
- น่ากลัวต่ออนาคต ของพระศาสนา และอนาคตของประเทศเลยทีเดียว.
- จึง ได้แต่ ขอร้องไปยังรัฐบาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้โปรดพิจารณา และแก้ไขปัญหาสงฆ์นี้ด่วนด้วยครับ.
- ก่อนที่จะสายเกินแก้ และเกินที่พวกท่าน จะรับผิดชอบกันได้.
โชคดีมีชัยทุกท่าน.
เจ้าคุณเบอร์ลิน
10.03.2016
หมายเหตุ ..
- คำนายกบิ๊กตู่ที่ว่า "ให้คดีหมดก่อน จึงดำเนินการได้" ในกรณีสมเด็จช่วงนั้น..... 
- ท่านทราบมัยครับว่า...ท่านชี้โพลงให้กระรอกเสียแล้วว่า..
"ต่อไปนี้ ถ้าจะแกล้งใครสักคน ก็เพียงหาคดีให้ คนนั้นก็ไม่ต้องเลื่อนตำแหน่งอะไรกันแล้ว" 
- อมตะวาจาเลยครับ.

ตำนานการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช "เจ้าคุณเบอร์ลิน" 09.03.2016

แฉแผนชั่วหมกเม็ด ลากยาว ยื้อยื่นกฤษฎีกา : รู้แต่แกล้งไม่รู้.
........................
- ก่อนหน้านี้ ผมเคยโพสต์ไป ๒ ครั้งว่า.
การยื่นตีความข้อสงสัยเรื่องกฏหมายนั้น ต้องที่กฤษฎีกา ล่าสุด ดร. วิษณุ เครืองาม ก็ยันว่า .....
"หากรัฐบาลมีข้อสงสัย เกี่ยวกับข้อกฏหมาย ก็จะปรึกษาหรือสอบถามไปที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีขั้นตอนอยู่แล้ว"
..................

- ในที่นี้ผมกำลังหมายถึง ในกรณีที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ไปรับเรื่องร้องเรียนของคุณไพบูลย์ และคณะ. 
- ที่ไปยื่นต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตีความกฏหมายสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (๒๕๓๕) กรณีเสนอนามผู้จะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสงฆราช.
- โดยจุดสำคัญ ที่แม้แต่ ดร. วิษณุ เองก็ยังว่า"เป็นปัญหา" มันอยู่ที่วรรค ๒ ของ ม. ๗ พรบ. สงฆ์ ว่า"ใครจะเป็นฝ่ายเริ่ม ระหว่าง มส. และ นายกรัฐมนตรี".  
........................................

- ซึ่งต่อมา ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็นำไปตีความ และทำการวินิจฉัย กฏหมายสงฆ์ และเลขาธิการ ก็ได้ให้สัมภาษณ์แบบดุดันว่า " ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจตีความ และเสนอ และส่งให้นายกรัฐมนตรีไปแล้ว 
เพื่อให้นายกรัฐมนตรี ตีกลับ มติมส. ครั้งนี้ คืนไปยัง มส. หากนายกไม่ดำเนินการตาม ก็จะไปยื่นอภิปรายในสภา" (ตามสื่อรายงาน).  ที่กำลังเป็นข่าวรายงานตามสื่ออยู่ในขณะนี้.
.......................

- เรื่องหน่วยงานที่จะตีความเรื่องกฏหมายนี้ ว่าไปแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะไม่รู้ แม้แต่ชาวบ้านธรรมดา ก็ยังรู้  โดยเฉพาะนักกฏหมาย ย่อมรู้ช่องทาง หรือหน่วยงานที่ชื่อว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา นี้ เป็นอย่างดี ว่า มีหน้าที่ในการ ตีความกฏหมาย ของประเทศ  ไม่ว่า จะเป็นคุณไพบูลย์ และคณะ ที่ไปยื่น และผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่รับไปตีความ และวินิจฉัย ก็ย่อมรู้เป็นอย่างดี.


- ดังนั้น ทำไมวันนี้ ผมจึงขึ้นหัวว่า 
"แผนชั่วหมกเม็ด ลากยาว กฤษฎีกา" 
ก็เพราะว่า ผมมาฉุกคิดว่า"เรื่องง่าย ๆ ขนาดนี้ ทำไม หน่วยงานอิสระใหญ่โต ระดับประเทศ เช่น ผู้ตรวจการ ฯ จึงจะไม่รู้ เป็นไปได้อย่างไร และเมื่อรู้แล้ว แต่ทำไมยังขืนทำ"

- ตรงนี้แหละครับ ผมว่า เป็นเรื่องที่สังคม จะต้องจับตามมอง มองว่า "หรือนี่ มันเป็นอีกขบวนการ "ร่วมชั่ว" หรือ พวก "เข้าพวก" เพื่อก่ออันตริยกรรม ทำลายสงฆ์ อีกขบวนหนึ่ง" 

ถามว่า
จะเอากันขนาดนี้หรือ จะเล่นกันสุดโต่งอย่างนี้หรือ จะไม่เหยียบเงา ไม่เผาผีกันไปเลยหรือ. 
หรือ ตายก็ไม่ต้องนำศพมาเข้ามาสวดในวัดกันหรือ.
ประเทศโดยรวมจะอยู่กันอย่างไร.
ความั่นคง ความสามัคคี ความเจริญ ไม่คิดกันเลยหรือ.
- ผมกำลังจะตั้งข้อสังเกตว่า...
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะคุณไพบูลย์ ทำงานแตะมือกันเล่นเกมแตะถ่วงเวลา ในการสถาปนาสมเด็จช่วงนี้ ให้แก่ รัฐบาล  ใช่หรือไม่.

การกระทำเหมือนกับได้ร่วมกันวางแผนไว้ ๒ ชั้น 

ชั้นที่ ๑ 
- คือทั้งที่รู้ว่า ไม่มีสิทธิ์ในการยื่น เพราะไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่คุณไพบูลย์ ก็จะยื่น. 
- โดยอาจหวังผลว่า ....เผื่อผ่านง่าย ๆ ก็ฟลุ๊กไป.
ชั้นที่ ๒ 
ทั้งที่รู้ว่า ไม่มีอำนาจตีความกฏหมายสงฆ์ หรือไม่ได้มีผลบังคับทางกฏหมายใด ๆ. 
แต่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ออกมารับเรื่อง นำไปตีความ และวินิจฉัย แบบเอิกเกริก (เน้นว่า ...เอิกเกริก.) 
มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยไปทั่วโลก (ย้ำว่าทั่วโลก) เพราะอเมริกา และยุโรป ก็ยังได้รับ. 
ทั้งยังเป็นการได้รับก่อนๆ ที่ เลขาธิการผู้ตรวจ ฯ จะแถลงด้วย (นี้คือ เอิกเริก).
................................ 

- ในชั้นที่ ๒ นี้ ผมข้อตั้งข้อสังเกต และคำถามไปยัง ผู้ตรวจ ฯ อีกรอบว่า
- ท่านแน่ใจ หรือตอบใจตนเองได้เต็มที่หรือไม่ว่า ....
"ท่านดำเนินการเรื่องนี้ ด้วยใจบริสุทธิ์ ต่อ พระพุทธศาสนา ต่อคณะสงฆ์ และต่อสังคมไทย".
- หรือว่า การรับเรื่อง นำมาตีความ และวินิจฉัย กฏหมายสงฆ์ ในครั้งนี้ ก็เพื่อมีเจตนาแฝง ดังต่อไปนี้ ใช่หรือไม่ คือ....
๑. หากสำเร็จ ก็จะได้ทำการ ล้ม มติ มส. ครั้งนี้ไปเลย.
๒. หากไม่สำเร็จ ก็จะวางแผนลากยาว ส่งไปให้ คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ หรือ นำไปเสนออภิปรายในสภา หรือ นำไปฟ้องศาลปกครอง (ในส่วนของ ข้าราชการ สำนักพุทธ ฯ).
๓. สุดท้ายแผนทั้งหมด ก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั้นก็คือ 
"เพื่อสกัดมิให้การแต่งตั้งสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสังฆราชได้สำเร็จตามธงของคุณไพบูลย์ และคณะ"
จึงขอนำ ๓ ข้อนี้ ถามต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าใช่หรือไม่.

.........................

ขอย้อนมาที่ กฏหมายสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ (๒๕๓๕)  ซึ่งในโพสต์ ก่อนๆ ผมได้อธิบายมาโดยละเอียดพอสมควรไปแล้ว พร้อมนำเอกสาร มาเทียบให้เห็นด้วยแล้วนั้น.
- แต่คนพาลมันก็มาพาลว่า """" พรบ. สงฆ์นี้ ผมเอามาจากสำนักพิมพ์ไหน""""  ไอ้บ้าเอ้ย ...สำนักพิมพ์ไหน ก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ ใครมันจะไปบ้า แก้ไขข้อความเองได้   หากไปแก้ แล้วนำข้อความไม่จริงมาเสนอ ก็บ้าอยู่คนเดียวละซิ พาลจังนะพวกแกนี่.  ถ้ามาแก้มาเพิ่ม แล้วต่อไปใครเขาจะมาอ่าน จะมาเชื่อบทความเราหรือ. คิดตื้น ๆ ไปได้...ไอ้เวร (ขอด่าหน่อย มันคันปาก)
.................................

วันนี้ ผมจะมาเสนอ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ เพิ่มปัญญากัน ดังนี้ คือ
ประเด็นที่ ๑. 
- พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ และ พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไข ๒๕๓๕ หมวด ๑ ม. ๗ วรรคสอง ว่า ...."ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช"   ตรงนี้ ผมเคยย้ำไปหลายรอบแล้ว และก็ขอย้ำอีกว่า .."ในหมวด ๑ ม. ๗ วรรคสอง" นี้นั้น 
ไม่ว่าจะเป็น พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ที่ยังไม่ได้แก้ไข หรือ พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐ แก้ไข พ.ศ.๒๕๓๕ แล้วนี้นั้น....."ถ้อยคำ เนื้อความ ประโยค ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไข ใด ๆ ทั้งสิ้น" ชัดเจนตรงนี้ก่อนนะครับ....เพราะพวกชอบไปอ้างว่า ...คราวสมเด็จญาณไม่ใช่ พรบ. ที่แก้นี้.

แล้ว พรบ. พ.ศ. ๒๕๐๕ (ที่ข้อความเหมือนกันกับฉบับแก้ไข) ก็ได้ใช้ในการสถาปนา สมเด็จพระญาณสังวร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ใน ปี พ.ศ.๒๕๓๒ ไปแล้วนั้น.
จึงขอถามไปยังนายกบิ๊กตู่ รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้อง 
โดยเฉพาะพวกตีความมั่วว่า....
ก็ทำไม เมื่อจะนำถ้อยคำ เนื้อความ ประโยคเดียวกันแท้ ๆ นั้น..
เมื่อจะนำมา เพื่อ สถาปนา สมเด็จ ช่วง แห่งวัดปากน้ำ เป็นสังฆราช ตาม มติ มส. ในครั้งนี้.
จึงต้องนำมาตีความ และวินิจฉัยกันจนยุ่งไปหมด ยุ่งถึงขนาดจะให้ฆารวาส (นายกรัฐมนตรี) 
มาตั้งพระให้ปกครองพระ (มั่วสิ้นดี) ละครับ.


พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ (๒๕๓๕)   หมวด ๑ ม. ๗ ในวรรคสอง ตรงนีแหละครับ ที่บรรดาพวกหัวหมอได้แย้ง กะจะให้เป็นจุดตายคนอื่น แต่สวรรค์มีตา กลายเป็นจุดตายตัวเองไปได้
วรรคสอง ระบุว่า..."ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า ฯ" เป็นวรรคสองที่มีปัญหาซึ่งแม้แต่ ดร. วิษณุ ยังออกปาก.
ผมว่าใครก็ได้ครับ 
ช่วยเอาบทความที่ผมกำลังจะแจงต่อไปนี้ 
ส่งไปให้ ดร. วิษณุแกด้วย รับรองแกจะขอบคุณมากที่เดียว.


- ประโยคต่อ ประโยค คำต่อคำ ลึกลงไปถึง รากศัพท์ อย่างละเอียดจาก ทีมงานเจ้าคุณเบอร์ลิน ที่ล้วนมีภูมิ ระดับเปรีญ ๙ ประโยค ทั้งสิ้น มาเลยครับ มาเอาความรู้กันต่อ.
...................

- ผมว่า หากบทความนี้ของผม ออกไป . บรรดาหัวหมอ หรือ แม้แต่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจตายน้ำตื้นก็ได้นะครับ.แล้วหาก คณะกรรมการกฤษฎีกา จะเอาไปประกอบพิจารณาก็ไม่ห้ามนะครับ.
.............................

เริ่มเรื่องสำคัญ
- ก่อนอื่น จะต้องยก คำที่อ้างว่า เป็นการตีความ และวินิจฉัย ของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาอ้างเป็นการตั้งโจทย์ก่อน ดังนี้....
- ในข้อ ๒.๑ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของกฏหมายตามลายลักษณ์อักษรแล้ว 
- "ถ้อยคำ" เป็นจุดเริ่มต้นของการตีความ และเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญว่า บทบัญญัติแห่งกฏหมายที่เป็นปัญหานั้น มีความหมายว่าอย่างไร....
(อ่านรายละเอียดที่แนบมาด้วยแล้วนี้)
คำว่า "ให้" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ แปลความหมายว่า มอบ อนุญาต เป็นคำ กริยา "บอกความบังคับ" จึงเป็นการ "ให้อำนาจ แก่ผู้ที่กำลังจะกล่าวถึง".
- จากรูปประโยค "ให้นายกรัฐมนตรี.." (คือ) มีนายกรัฐมนตรีเป็นภาคประธานของโยค. 
- "โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม .." (คือ) เป็นบทขยายประธานของประโยค. 
- "เสนอ" (คือ) เป็นคำกริยาของภาคประธาน.
- "นามสมเด็จพระราชาคณะ" (คือ) เป็นกรรม.
- " ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" (คือ) เป็นส่วนขยายกรรม.
......................................................

เมื่ออธิบายถึงตรงนี้ 
- ผู้ตรวจการสรูปว่า..

- "ถ้าแปลตามรูปประโยค พรบ. สงฆ์ ฉบับนี้ คือ......"ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ โดยมหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ความเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ตามนายกรัฐมนตรีเสนอนาม"
"เมื่อมหาเถรสมาคมให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรี จึงเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ นำขึ้นทูลเกล้า ฯ พระมหากษัตริย์สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช."
............................................

- ทั้งหมดนี้ เป็นข้อ ๒.๑ ของคำวินิจฉัย ฉบับเต็ม ของ ผู้ตรวจการ ฯ.
- ดูเหมือนน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ความจริง ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร ตามมาอย่ากระพริบตา..
...................

- ส่วนความฮา ที่ ผู้ตรวจการ ฯ บอกในข้อ ๒.๒ ต่อไปนั้น ผมว่า น่าจะฮามากกว่า ข้อ ๒.๑ เพราะดันไปบอกว่า.."ถ้าตีความหมาย นอกจากนี้ คือ ให้นายรักฐมนตรี รับรายชื่อที่ มส. ส่งมาอย่างเดียว และนำขึ้นทูลเกล้า ฯ นั้น ....   "เป็นไปไม่ได้ .....จะก่อผลให้แปลกประหลาด ....เพราะนายกรัฐมนตรี จะต้องเซ็นรับพระบรมราชโองการด้วย...."
..............
"ฟังคำวินิจฉัยตรงนี้แล้ว ผมอยากกระเข็กกระโหลกคน เขียนคำวินิจฉัยตรงนี้ จริง ๆ ครับ" (ขออภัยอารมณ์มันพาไป).เพราะ หากพูดงี้ ถามว่า ก็แล้วเมื่อคราว สถาปนา สมเด็จญาณสังวร ซึ่งเป็นเช่นนี้ ทุกประการ ไม่มีอะไรแตกต่างกันใด ๆ เลย นั้น.  จะว่ากันอย่างไงดีละครับ จะว่านี่ แปลกประหลาดด้วยว่างั้นเหอะ.
หรือ จะให้รัฐบาล 
"ไปทำการรื้อฟื้น การสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร ขึ้นมาสถาปนาใหม่กันหรือครับ" 
เอางั้นหรอ
กรรมของประเทศจริง ๆ ครับ ทำงานกันแบบนี้.  
..................................

- ตามความในข้อ ๒.๑ ที่ผู้ตรวจการ ฯ ตีความ และวินิจฉัยออกมานั้น.    ผมอ่านครั้งแรก นึกในใจ งานนี้ ท่าทางเราจะแก้ยากเสียละมั้ง เล่นแยกประโยคแบบนี้.

แต่เหมือนสวรรค์มีตาครับ เทวดารักษาพระศาสนาแท้ ๆ.
- เพราะทีมงานประโยค ๙ ของผม บอก สบายมากอาจารย์เจ้าคุณ ทีมผมจะแก้ตรงนี้ให้ เพราะรากศัพท์ภาษา ของไทยเรา ที่ใช้ทางราชการทางกฏหมาย ราชาศัพท์นั้น ล้วนมาจาก บาลี สันสกฤต ๘๐ - ๙๐ เปอร์เซ็น.

ทีมงานประโยค ๙ ผม แก้ว่า...ไม่ต้องไปเปิดพจนานุกรมให้เสียเวลา มาเลยจะอธิบายให้ฟัง ตามหลักไวยากรณ์ ทั้งภาษาไทย และภาษาบาลีว่า...
- ข้อความในวรรคสอง ที่ว่า..."ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า ฯ.."
- อธิบายในแง่หลักภาษา และความจริง ดังนี้  ข้อความนี้เป็นภาษาไทย เรียกว่า "เป็นกริยาวลี" ที่มี "นามวลี" เป็นบทขยาย.   ถ้าจะจัดเป็นประโยค เรียกว่า สังกรประโยค ในภาษาบาลีท่านเรียกว่า ประโยค ย ต (อ่านว่า ยะ ตะ).
..................

นั่นคือ ประโยคใหญ่ ที่มี ประโยคย่อยเป็นตัวขยาย.
- ดังนั้น ข้อหรือ ถ้อยคำ ความว่า..."ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า ฯ" นั้น.....ตรงนี้เป็นประโยคใหญ่ อาจเรียกว่า เป็น "กริยาวลี" ก็ได้ครับ.
- ส่วน "โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม" ตรงนี้เป็นประโยคขยายรับ ที่เรียกว่า "นามวลี".
.......................

- ในประโยคที่ขยายว่า ...."โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม" นั้น เป็นคำที่ใช้ในกฏหมายสงฆ์ เท่านั้น (ย้ำว่าเท่านั้น มีแจ้งในช่วงท้าย).ซึ่งจะต้องใช้หลักไวยากรณ์บาลีมาจับ จึงจะได้วามชัดเจนว่า ตัวไหนขยายตัวไหน ในฐานะอะไร.ซึ่งจะได้ขยักไว้รอดูคำวินิจฉัย ของ ผู้ตรวจการ ฯ ฉบับจริง ที่ส่วนเสนอนายกรัฐมนตรี เสียก่อน จะได้จับตายกันตอนนั้นครับ.
.............................................

- ดังนั้น ถ้าแปลตามหลักบาลี ตามประโยค ยะ ตะ ข้างต้น . ซึ่งประโยค ยะ ตะ นี้ นักเรียนบาลีเข้าใจกันทุกคน. 
ซึ่งจะได้ความอย่างชัดเจน ดังนี้ ว่า..." มหาเถรสมาคม เห็นชอบ ชื่อสมเด็จพระราชาคณะ รูปใด นายกรัฐมนตรี จงนำ ชื่อสมเด็จพระราชาคณะรูปนั้น แล้วเสนอ"
- นี่คือ ถ้อยคำที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริง ของรากศัพท์ ของ ประโยคที่ถูกต้อง ตามหลักไวยากรณ์บาลี ของกฏหมายสงฆ์ครับ. ซึ่งมีความละเอียดและลึกซึ้งในรูปคำ และความหมายที่เกินจะมาตีความง่าย ๆ แบบสุกเอาเผากินกันได้.ประโยค ยะ ตะ นี้ ทีมงานผม คงไม่ต้อง "แปลไทย เป็นมคธ" ไปให้ผู้ตรวจการไปแปลเป็นไทยอีกทีนะครับ .....ฮา หน่อย.
แจ่มมัยครับตรงนี้.
- ใครก็ได้ช่วยเอาบทความผมตรงนี้ไป ให้ ดร. วิษณุแกดูด้วยครับ เชื่อว่าแกจะต้องดีใจ. 
- หรือคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเอาไปพิจารณาก็ไม่ห้ามครับ.
เพราะนี่คือของจริงครับ 
ของไม่จริงมีอยู่แถว ๆ นครปฐมนะแหละครับ (สักหน่อย)





สรุปสุดท้าย สั้น ๆ ว่า
- นี่คือ ถ้อยคำ ที่เป็นความจริง ของ พรบ. สงฆ์ ที่จะอาศัยเพียงความรู้ตื้น ๆ หรือแค่สามัญพื้น ๆ มาตีความส่งเดชไม่ได้.หากปล่อยคนที่ไม่มีความรู้แท้จริงมา ตีความ ตีคลุม ย่อมเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงตามมาในทุก ๆ ด้านอย่างแน่นอน. ถึงตรงนี้ เราจะเห็นได้ถึง กุศลเจตนาป้องภัยพระศาสนา ของท่านบูรพาจารย์. 
- ที่เป็นพระมหาเถระระดับเปรียญ ๙ ประโยค ของ หลวงปู่หลวงพ่อ รุ่นครูบาจารย์ ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมยุคนั้น. อันมี สมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธานที่ได้ร่าง พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ (๒๕๓๕) ฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อความมั่นคงพระศาสนา   เป็นไปด้วยกุศโลบายที่ลึกซึ้ง ยากที่มนุษย์กิเลสหนา อย่างพวกอันธพาล จะเข้าใจได้ครับ    ภูมิความรู้เช่นนี้นั้นต่อให้ผู้เชี่ยวชาญทางโลก ระดับไหนก็ตาม หากไม่ได้ศึกษา บาลีชั้นสูงมาก ย่อมไม่เข้าใจแน่นอน   ต่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตายแล้วเกิดมาใหม่ก็ตาม
บางครั้ง ผมก็นึกอยากจะยุส่งให้ พวก "เข้าพวก" เหล่านี้ (ไม่ได้เจาะจงว่าใคร) 
เห็นมันพยายามทำชั่วกันนัก 
ยุส่งให้มันทำกัน "สุด ๆ เร็ว ๆ" ไปเลย.
เพื่อที่อะไรต่ออะไร มันจะได้เร็ว ๆ กันสักทีครับ. 
ห้ามแล้วนี่ว่า "นรก ๆ" อยากดื้อ 
อยากรั้นกันดีนัก. 
โชคดีมีชัยทุกท่านครับ
เจ้าคุณเบอร์ลิน
09.03.2016